ads.txt

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ข้อที่ 11-20

 




ข้อที่ 11
โจทย์: ในงวดเดือนเมษายน 2569 ครอบครัวหนึ่งประกอบด้วย คุณปู่ (อายุ 72 ปี) และหลานสาว (อายุ 4 ปี) หากทั้งคู่ได้รับเงินสวัสดิการกลุ่มเปราะบางตามเกณฑ์ปกติ ครอบครัวนี้จะได้รับเงินโอนรวมกันทั้งสิ้นกี่บาท

ตัวเลือก:
ก. 1,200 บาท
ข. 1,300 บาท
ค. 1,400 บาท
ง. 1,600 บาท

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ตามเกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (แบบขั้นบันได): อายุ 70-79 ปี ได้รับ 700 บาท และเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (0-6 ปี): ได้รับ 600 บาท รวม 700 + 600 = 1,300 บาท

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. คิดเบี้ยคนแก่แค่ 600 บาท ข้อ ค. และ ง. คิดเกินจากสิทธิที่ได้รับจริงตามช่วงอายุ
ระวังหลุมพราง: ระวังการจำสลับขั้นบันไดเบี้ยผู้สูงอายุ (60 ปี=600, 70 ปี=700, 80 ปี=800, 90 ปีขึ้นไป=1,000)

==============================

ข้อที่ 12
โจทย์: การแบ่งส่วนราชการภายในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (เช่น การตั้งกองหรือสถาบันภายใน) จะต้องตราเป็นกฎหมายลำดับชั้นใด ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ตัวเลือก:
ก. พระราชบัญญัติ
ข. พระราชกฤษฎีกา
ค. กฎกระทรวง
ง. ประกาศกรม

เฉลย: ตอบข้อ ค
คำอธิบาย: มาตรา 8 วรรคสี่ บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม ให้ออกเป็น 'กฎกระทรวง'
อ้างอิง: มาตรา 8 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
สูตรจำ: ตั้งกรมเป็น พ.ร.บ. แบ่งกองในกรมเป็น กฎกระทรวง

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ใช้สำหรับการตั้ง/รวม/โอนกระทรวงหรือกรม ข้อ ข. ใช้สำหรับการเปลี่ยนชื่อหรือยุบส่วนราชการ ข้อ ง. ไม่มีอำนาจในการแบ่งส่วนราชการตามโครงสร้างกฎหมายนี้
ระวังหลุมพราง: ระวังจำสับสนกับ 'การตั้งกรม' (ต้องใช้ พ.ร.บ.) หรือ 'การยุบกรม' (ต้องใช้ พ.ร.ฎ.) แต่ 'การแบ่งส่วนราชการภายในกรม' ใช้แค่ กฎกระทรวง

==============================

ข้อที่ 13
โจทย์: จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนมีนาคม 2569 พบว่าอัตราการว่างงานของไทยพุ่งสูงขึ้นเป็น 450,000 คน หากกำลังแรงงานรวมของประเทศอยู่ที่ 41.8 ล้านคน อัตราส่วนร้อยละของการว่างงานในเดือนดังกล่าวมีค่าประมาณเท่าใด

ตัวเลือก:
ก. 0.85%
ข. 1.08%
ค. 1.25%
ง. 1.50%

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: การคำนวณอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) = (จำนวนผู้ว่างงาน / กำลังแรงงานรวม) x 100 ดังนั้น (450,000 / 41,800,000) x 100 = 1.076% ซึ่งปัดทศนิยมเป็น 1.08% ตามสถานการณ์จริงในต้นปี 2569 ที่คนจบปริญญาตรีว่างงานสูงขึ้น

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ต่ำเกินไปจากยอด 4.5 แสนคน ข้อ ค. และ ง. สูงเกินจริงเมื่อเทียบกับฐานกำลังแรงงาน 41.8 ล้านคน
ระวังหลุมพราง: ระวังการตั้งหลักหน่วย (หลักหมื่น vs หลักล้าน) หากลืมคูณ 100 หรือคำนวณสัดส่วนผิดพลาดจะทำให้คำตอบคลาดเคลื่อนมาก

==============================

ข้อที่ 14
โจทย์: จากข่าว 'เพ็ญภัค' สส.พรรคกล้าธรรม เมื่อ 14 เมษายน 2569 ที่ระบุว่าไทยเผชิญสังคมสูงวัยและเด็กหลุดระบบ ข้อใดคือ 'เป้าหมายหลัก' ที่ผู้ให้ข่าวต้องการสื่อถึงรัฐบาลมากที่สุด

ตัวเลือก:
ก. การเพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เท่าเทียมกับค่าแรงขั้นต่ำ
ข. การปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่ออุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
ค. การจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางใหม่ทั้งหมดโดยไม่พึ่งพาหน่วยงานส่วนกลาง
ง. การเร่งส่งออกแรงงานทักษะสูงไปต่างประเทศเพื่อลดปัญหาการว่างงานในประเทศ

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: จากบทความข่าวในเดือนเมษายน 2569 สส.เพ็ญภัคเน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ การสร้างระบบข้อมูลกลาง และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อความทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำ

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ไม่มีระบุในข่าวชัดเจน ข้อ ค. สุดโต่งเกินไป (ต้องเชื่อมโยง ไม่ใช่ไม่พึ่งพา) ข้อ ง. เป็นเรื่องแรงงาน ไม่ใช่ประเด็นหลักของข่าวสวัสดิการนี้
ระวังหลุมพราง: ระวังข้อสอบที่นำข้อเสนอปลีกย่อย (เช่น เรื่องฐานข้อมูล) มาเป็นตัวหลอก แต่ใจความสำคัญที่ครอบคลุมที่สุดคือการปฏิรูปและกระจายอำนาจ

==============================

ข้อที่ 15
โจทย์: Which of the following phrases best describes the current trend in Thailand's social welfare policy in 2026?

ตัวเลือก:
ก. Strict exclusion of non-residents
ข. Transition towards a 'Social Safety Net' for all vulnerable groups
ค. Abolishing all types of financial subsidies
ง. Reducing the number of social workers in rural areas

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: Trend นโยบายสวัสดิการของไทยในปี 2569 มุ่งเน้นการสร้าง 'Social Safety Net' (ตาข่ายรองรับทางสังคม) เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable groups) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก, ค, ง มีความหมายเชิงลบ (Exclusion=กีดกัน, Abolishing=ยกเลิก, Reducing=ลดลง) ซึ่งขัดกับทิศทางการพัฒนาสังคม
ระวังหลุมพราง: อย่าสับสนคำว่า Safety Net (กลไกช่วยเหลือ) กับ Net Income (รายได้สุทธิ)

==============================

ข้อที่ 16
โจทย์: ข้อใดสรุปสาระสำคัญของรายงาน SCB EIC เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ได้ถูกต้องที่สุด

ตัวเลือก:
ก. หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว
ข. ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่พึ่งพาเงินกู้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย
ค. สถาบันการเงินงดปล่อยสินเชื่อทุกประเภทเพื่อสกัดกั้นหนี้เสีย (NPL)
ง. แรงงานจบใหม่มีอัตราการเป็นหนี้น้อยกว่ากลุ่มแรงงานมีประสบการณ์

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: รายงาน SCB EIC ประจำเดือนเมษายน 2569 ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง (86.7% ต่อ GDP) และสาเหตุหลักมาจากการกู้เพื่อใช้จ่ายประคองชีวิตเนื่องจากค่าครองชีพสูงและรายได้คงที่

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ขัดแย้งกับสถิติ 86.7% ข้อ ค. เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินความเป็นจริง ข้อ ง. ขัดกับข่าวที่ว่าแรงงานจบใหม่ว่างงานและเข้าสู่ระบบหนี้เร็วขึ้น
ระวังหลุมพราง: ระวังตัวเลือกที่ดูเหมือนเป็นข่าวดี (เช่น หนี้ลดลง) เพราะสถานการณ์จริงในปี 2569 ยังเป็นวิกฤตเปราะบาง

==============================

ข้อที่ 17
โจทย์: ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมฯ ออกคำสั่งทางปกครอง และคู่กรณีต้องการอุทธรณ์คำสั่งนั้น จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และการอุทธรณ์นั้นมีผลให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งหรือไม่

ตัวเลือก:
ก. 15 วัน และมีผลให้ทุเลาการบังคับทันที
ข. 15 วัน และไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีคำสั่งสั่งให้ทุเลา
ค. 30 วัน และมีผลให้ทุเลาการบังคับจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์
ง. 30 วัน และไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: มาตรา 44 ระบุให้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 15 วัน และตามมาตรา 44 วรรคสาม (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562) การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง
อ้างอิง: มาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
สูตรจำ: อุทธรณ์ 15 วัน ไม่พลันหยุดคำสั่ง (ไม่ทุเลา)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ผิดเรื่องผลการทุเลา ข้อ ค. และ ง. ผิดเรื่องระยะเวลาที่ต้องเป็น 15 วัน (กรณีทั่วไปที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ)
ระวังหลุมพราง: คนมักจำสับสนกับ 30 วันในกฎหมายอื่น และมักคิดว่าอุทธรณ์แล้วต้องหยุดปฏิบัติ (ทุเลา) ซึ่งในกฎหมายปกครอง 'ไม่หยุดบังคับ' เป็นหลักการสำคัญ

==============================

ข้อที่ 18
โจทย์: Fill in the blank: "The DSDW official suggested that ______ groups, such as the elderly and the homeless, require immediate intervention during the economic crisis."

ตัวเลือก:
ก. prosperous
ข. vulnerable
ค. influential
ง. temporary

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: คำว่า 'vulnerable groups' เป็นคำศัพท์เฉพาะทางสังคมสงเคราะห์ หมายถึง 'กลุ่มเปราะบาง' ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุและคนไร้ที่พึ่งตามที่โจทย์ระบุ

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. (มั่งคั่ง) และ ค. (มีอิทธิพล) มีความหมายตรงข้ามกับบริบทกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ
ระวังหลุมพราง: คำว่า temporary (ชั่วคราว) อาจดูเหมือนเข้าท่าในแง่วิกฤต แต่ในทางวิชาการและกฎหมายพม. จะใช้ vulnerable เสมอ

==============================

ข้อที่ 19
โจทย์: หากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติหน้าที่และเกิดอุบัติเหตุชนรถบุคคลภายนอกโดยประมาทเลินเล่อ (ไม่ร้ายแรง) ผู้เสียหายจะต้องฟ้องร้องต่อใครตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ตัวเลือก:
ก. ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ขับรถยนต์เป็นการส่วนตัว
ข. ฟ้องกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ค. ฟ้องกระทรวงการคลัง
ง. ฟ้องอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: มาตรา 5 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
อ้างอิง: มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
สูตรจำ: ปฏิบัติงาน ฟ้องหน่วยงาน (ห้ามฟ้องตัว)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ผิดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ ข้อ ค. ฟ้องกระทรวงการคลังเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ไม่สังกัดหน่วยงานใด ข้อ ง. อธิบดีไม่ใช่หน่วยงานของรัฐในฐานะนิติบุคคลที่ต้องรับผิด
ระวังหลุมพราง: ระวังโจทย์หลอกว่าให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ถ้าเป็นความประมาทเลินเล่อ แต่กฎหมายระบุชัดว่า 'ถ้าปฏิบัติหน้าที่' ต้องฟ้องหน่วยงานเท่านั้น

==============================

ข้อที่ 20
โจทย์: ในฐานะเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ท่านต้องทราบว่าคำนิยามของ 'อธิบดี' ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หมายถึงบุคคลใด

ตัวเลือก:
ก. อธิบดีกรมที่ดิน
ข. อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ค. อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
ง. ถูกทั้ง ข. และ ค.

เฉลย: ตอบข้อ ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 'อธิบดี' หมายความว่า อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (เดิมคือกรมสหกรณ์ที่ดิน) แล้วแต่กรณี ขึ้นอยู่กับว่าเป็นนิคมสร้างตนเองหรือนิคมสหกรณ์
อ้างอิง: มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511
สูตรจำ: อธิบดีจัดที่ดิน มี 2 คน: พม. (สร้างตนเอง) และ สหกรณ์ (นิคมสหกรณ์)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. กรมที่ดินไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนิคมสร้างตนเองตาม พ.ร.บ.นี้ ข้อ ข. และ ค. ถูกเพียงครึ่งเดียว ต้องรวมทั้งสองตำแหน่ง
ระวังหลุมพราง: หลายคนมักจำแต่หน่วยงานที่ตัวเองจะสอบ (DSDW) จนลืมว่ากฎหมายนี้ครอบคลุมถึงนิคมสหกรณ์ด้วย ซึ่งอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

#เจ้าพนักงานพัฒนาสังคม #ติวข้อสอบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ2569 #สอบพมปวส #แนวข้อสอบเจ้าพนักงานพัฒนาสังคม #กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ2569 #สอบพมวุฒิปวส #ข้อสอบพม69 #ติวสอบพม #สายด่วน1300 #งานสารบรรณพม #สอบราชการวุฒิปวส #แนวข้อสอบพมจริง #กระทรวงพม #สวัสดิการสังคม #ติวสอบราชการ2569


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น