ข้อที่ 31
โจทย์: ข้อมูลจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ปี 2569 ระบุว่ามีคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 48 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วย (Unaware) หากในเขตอำเภอหนึ่งมีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 5,200 คน คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วย 'แฝง' ที่ยังไม่รู้ตัวในชุมชนอีกประมาณกี่คน?
ตัวเลือก:
ก. 2,496 คน
ข. 4,800 คน
ค. 5,200 คน
ง. 10,833 คน
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: การคำนวณตามสัดส่วน Unaware: ถ้าคนที่รู้ตัว (รู้ว่าป่วยและขึ้นทะเบียน) คือร้อยละ 52 (จาก 100 - 48 = 52) และคนที่ไม่รู้ตัวคือร้อยละ 48 ดังนั้น เทียบสัดส่วน: คนรู้ตัว 5,200 คน = 52% ดังนั้น 1% = 100 คน คนไม่รู้ตัว 48% จึงเท่ากับ 48 x 100 = 4,800 คน
สูตรจำ: เทียบสัดส่วน 100% เสมอ: รู้ตัว (52) : ไม่รู้ (48)
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เกิดจากการคิด 48% ของ 5,200 (ผิดวิธี), ค. เท่ากับจำนวนที่รู้ (ไม่ใช่สัดส่วน 48/52), ง. คือประชากรทั้งหมดที่ป่วย (ทั้งรู้และไม่รู้)
ระวังหลุมพราง: จุดตายคือการเอา 48% ไปคูณ 5,200 เลย (จะได้ 2,496 ซึ่งผิด) เพราะ 5,200 คือกลุ่มคนที่ 'รู้แล้ว' ไม่ใช่ประชากรทั้งหมด
==============================
ข้อที่ 32
โจทย์: In the context of the 'Excellence & Net Zero MOPH' policy for 2026, which of the following terms best describes a hospital's commitment to reducing its carbon footprint to zero?
ตัวเลือก:
ก. Carbon Sequestration
ข. Environmental Remediation
ค. Carbon Neutrality
ง. Ecological Restoration
เฉลย: ตอบข้อ ค
คำอธิบาย: Carbon Neutrality (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) คือสภาวะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Net Zero MOPH ของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2569 ที่มุ่งเน้น Green Hospital
สูตรจำ: Net Zero = Neutrality (ศูนย์เท่ากับกลาง)
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. Sequestration = การกักเก็บ, ข. Remediation = การฟื้นฟูมลพิษ, ง. Restoration = การบูรณะระบบนิเวศ ซึ่งไม่ตรงกับนิยามสุทธิเป็นศูนย์
ระวังหลุมพราง: ระวังคำว่า Carbon Sequestration (การกักเก็บคาร์บอน) ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการ แต่ไม่ใช่ชื่อนโยบายเป้าหมายสุทธิ
==============================
ข้อที่ 33
โจทย์: ตามข้อบังคับสภาการสาธารณสุขชุมชน ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2565 การทำวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลหรือเอกสารของผู้รับบริการ นักวิชาการสาธารณสุขต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะถูกต้องตามจรรยาบรรณ?
ตัวเลือก:
ก. สามารถทำได้ทันทีหากเป็นการทำวิจัยเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
ข. ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูล
ค. ต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเพียงอย่างเดียว
ง. ไม่ต้องขออนุญาตหากข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัลของกระทรวงแล้ว
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ตามข้อบังคับสภาการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2565 ข้อ 37 ระบุชัดเจนว่า 'ผู้ประกอบวิชาชีพที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลหรือเอกสาร ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลหรือเจ้าของเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องรักษาความลับของข้อมูลดังกล่าว'
อ้างอิง: ข้อบังคับสภาการสาธารณสุขชุมชน ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพฯ 2565 ข้อ 37
สูตรจำ: วิจัยข้อมูล ต้องมี 'ลายลักษณ์' ยินยอม
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. และ ง. ขัดหลักจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์, ค. เป็นขั้นตอนทางบริหารแต่ไม่ใช่ข้อกำหนดทางจรรยาบรรณวิชาชีพต่อเจ้าของข้อมูล
ระวังหลุมพราง: มักจะโดนหลอกด้วยคำว่า 'เพื่อประโยชน์ส่วนรวม' หรือ 'ผ่าน PDPA แล้ว' แต่จรรยาบรรณวิชาชีพมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องลายลักษณ์อักษร
==============================
ข้อที่ 34
โจทย์: ตามเป้าหมายนโยบาย 'อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บ' เพื่อลดโรค NCDs ปีงบประมาณ 2569 ที่ตั้งเป้าหมายให้คนไทย 50 ล้านคนมีความรู้ในการนับคาร์โบไฮเดรต หากปัจจุบัน (เมษายน 2569) มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 32 ล้านคน และเหลือเวลาอีก 5 เดือนจะสิ้นสุดปีงบประมาณ กระทรวงฯ จะต้องเร่งสร้างเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละกี่ล้านคนจึงจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้?
ตัวเลือก:
ก. 3.2 ล้านคน
ข. 3.6 ล้านคน
ค. 4.0 ล้านคน
ง. 4.5 ล้านคน
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: การคำนวณ: เป้าหมายทั้งหมด 50 ล้านคน ลบด้วยจำนวนที่ทำได้แล้ว 32 ล้านคน (50 - 32 = 18 ล้านคน) จะเหลือยอดที่ต้องทำให้ได้อีก 18 ล้านคน ภายในระยะเวลาที่เหลือ 5 เดือน (พฤษภาคม-กันยายน) ดังนั้น 18 / 5 = 3.6 ล้านคนต่อเดือน
สูตรจำ: เป้าลบปัจจุบัน หารด้วยเวลาที่เหลือ
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. 3.2 (ได้เพียง 16 ล้าน), ค. 4.0 (เกินไปเป็น 20 ล้าน), ง. 4.5 (เกินไปเป็น 22.5 ล้าน) ช้อยส์ ข. คือค่าที่พอดีกับส่วนต่าง 18 ล้าน
ระวังหลุมพราง: ระวังการนับจำนวนเดือนผิด หากโจทย์ระบุว่า 'สิ้นเดือนเมษายน' จะเหลือเพียง 5 เดือน แต่ถ้าสับสนไปนับรวมเมษายนด้วยจะทำให้ตัวหารผิด
==============================
ข้อที่ 35
โจทย์: นโยบาย 'Health for Wealth' ซึ่งเป็น 1 ใน 7 เสาหลักของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในด้านใดมากที่สุด?
ตัวเลือก:
ก. การลดงบประมาณรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ
ข. การส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และยาสมุนไพรสู่ตลาดโลก
ค. การเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพื่อนำเงินเข้ากองทุน
ง. การจ้างงาน อสม. ทั่วประเทศให้เป็นพนักงานประจำ
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: นโยบาย 'Health for Wealth' (เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้) ของ สธ. ปี 2569 มุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการเป็นภาระค่าใช้จ่ายให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริม Medical Hub, การส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพร, และอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ (Investment Shift)
สูตรจำ: Health for Wealth = สุขภาพสร้างตังค์ (ส่งออก/Hub)
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เป็นการประหยัด (Cost saving) ไม่ใช่การสร้างรายได้ (Wealth), ค. เป็นมาตรการภาษี/การควบคุม, ง. ไม่ใช่สาระสำคัญในเชิงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาค
ระวังหลุมพราง: ระวังตัวเลือก ก. เพราะแม้จะเป็นผลพลอยได้แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลักของนิยาม 'Health for Wealth' ที่เน้นการ 'สร้างรายได้' (Income generation)
==============================
ข้อที่ 36
โจทย์: ในการจัดซื้อยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (NLEM) ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานของรัฐในสังกัด สธ. ถูกกำหนดให้ดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก?
ตัวเลือก:
ก. เปิดประมูล e-Bidding เพื่อให้ได้ราคาที่ต่ำที่สุดจากทุกบริษัท
ข. จัดซื้อจากองค์การเภสัชกรรม (GPO) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าที่จัดซื้อ
ค. ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงซื้อจากบริษัทในประเทศที่มีนวัตกรรมเท่านั้น
ง. จัดซื้อจากโรงงานเภสัชกรรมทหารในสัดส่วนร้อยละ 100
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563 (ซึ่งมีผลใช้บังคับต่อเนื่องถึง 2569) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อยาในบัญชียาหลักฯ จากองค์การเภสัชกรรมหรือโรงงานเภสัชกรรมทหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าที่ต้องการจัดซื้อ
อ้างอิง: กฎกระทรวงกำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563
สูตรจำ: ยาหลักรัฐไทย 60% ให้ GPO/ทหาร
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เป็นวิธีทั่วไปแต่ต้องทำตามกฎกระทรวงเรื่องส่งเสริมพัสดุรัฐก่อน, ค. เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะกลุ่มนวัตกรรม, ง. ตัวเลข 100% เป็นเกณฑ์เก่าที่ถูกยกเลิกแล้ว
ระวังหลุมพราง: อย่าสับสนกับกฎหมายเก่าที่เคยบังคับให้ซื้อจาก GPO 100% ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 เพื่อให้เกิดการแข่งขัน
==============================
ข้อที่ 37
โจทย์: ในสถานการณ์วิกฤตฝุ่น PM2.5 ทางภาคเหนือ (เมษายน 2569) ที่พบผู้ป่วยเลือดกำเดาไหลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า นักวิชาการสาธารณสุขควรใช้ดัชนีชี้วัดใดในการวินิจฉัยอนามัยชุมชนเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว?
ตัวเลือก:
ก. AQI (Air Quality Index) รายวัน
ข. Prevalence of Cardiopulmonary symptoms
ค. Standardized Mortality Ratio (SMR) of Lung Cancer
ง. Average PM2.5 Concentration over 3 years
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: การวินิจฉัยชุมชนเพื่อประเมินความเสี่ยง 'ต่อเนื่อง' จากมลพิษทางอากาศ (Surveillance) ควรดูที่อุบัติการณ์หรือความชุกของอาการทางปอดและหัวใจ (Cardiopulmonary symptoms) เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจโดยตรง
สูตรจำ: วินิจฉัยชุมชน = ดูคน (Symptoms/Diseases)
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เป็นค่าทางกายภาพ, ค. เป็นผลลัพธ์สุดท้าย (End stage) ที่ช้าเกินไปสำหรับการเฝ้าระวังความเสี่ยง, ง. เป็นค่าเฉลี่ยสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ตัวชี้วัดสุขภาพ (Health Outcome)
ระวังหลุมพราง: ระวังเลือก AQI เพราะเป็นค่าคุณภาพอากาศหน้างาน ไม่ใช่ค่าทางระบาดวิทยาที่ใช้วินิจฉัยสุขภาพชุมชน
==============================
ข้อที่ 38
โจทย์: จากบทความข่าวเมษายน 2569 เรื่อง 'ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด': "การรับรองสิทธิในอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จะเปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก 'ผู้ร้องขอ' เป็น 'ผู้มีอำนาจฟ้อง' หากรัฐละเลยการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5" ข้อใดสรุปสาระสำคัญของบทความนี้ได้ถูกต้องที่สุด?
ตัวเลือก:
ก. กฎหมายใหม่เน้นการเก็บภาษีผู้ก่อมลพิษเพื่อนำมาเยียวยาผู้ป่วย
ข. การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายช่วยให้ประชาชนสามารถดำเนินคดีกับหน่วยงานรัฐที่เพิกเฉยได้
ค. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุเรื่องอากาศสะอาดไว้ชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่ต้องมีกฎหมายลูก
ง. ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะหมดไปทันทีเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: บทความเน้นย้ำเรื่อง 'การรับรองสิทธิ' ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมี 'อำนาจฟ้อง' (Legal Standing) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะจากเดิมที่ทำได้เพียงรอรับการช่วยเหลือจากรัฐ เป็นการสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐดำเนินการได้
สูตรจำ: สิทธิ = อำนาจฟ้อง, ไม่ใช่แค่ขอส่วนบุญ
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. นอกเหนือจากบริบทที่ยกมา, ค. ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่ากำลังจะมีกฎหมายลูก, ง. เป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริง (Extremist statement)
ระวังหลุมพราง: ตัวเลือก ก. แม้จะเป็นส่วนหนึ่งใน พ.ร.บ. แต่ไม่ใช่สาระสำคัญที่บทความยกมาอ้างถึงเรื่อง 'สิทธิมนุษยชน' และ 'อำนาจฟ้อง'
==============================
ข้อที่ 39
โจทย์: ข้าราชการพลเรือนในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความวิจารณ์นโยบายกัญชาทางการแพทย์ของรัฐบาลด้วยถ้อยคำหยาบคายและบิดเบือนข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในเดือนเมษายน 2569 กรณีนี้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยมาตราใดตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551?
ตัวเลือก:
ก. มาตรา 82 (2) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์
ข. มาตรา 82 (4) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ
ค. มาตรา 82 (10) ไม่รักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย
ง. มาตรา 85 (1) ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง
เฉลย: ตอบข้อ ค
คำอธิบาย: การแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดียด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสมและบิดเบือนข้อมูล ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของความเป็นข้าราชการและหน่วยงาน ถือเป็นการไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 82 (10) ซึ่งเป็นวินัยที่ข้าราชการต้องยึดถือแม้จะเป็นเวลานอกราชการ
อ้างอิง: พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (10)
สูตรจำ: ด่าออกสื่อ = เสื่อมเกียรติ (มาตรา 82 (10))
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เน้นเรื่องทุจริต, ข. เน้นเรื่องระเบียบขั้นตอนการทำงาน, ง. เป็นวินัยร้ายแรงซึ่งต้องมีองค์ประกอบความเสียหายที่รุนแรงกว่าการโพสต์
ระวังหลุมพราง: ระวังจะเลือกมาตรา 85 (วินัยร้ายแรง) หากในโจทย์ไม่ได้ระบุว่าส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการอย่างชัดเจน ให้มองว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามมาตรา 82 ก่อน
==============================
ข้อที่ 40
โจทย์: ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2568-2569) พบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-34 ปี) ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.5 เป็นร้อยละ 10.6 มาตรการใดใน '6 เสาหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต' (Lifestyle Medicine) ที่ควรเน้นย้ำที่สุดเพื่อแก้ปัญหา 'กินเกิน-เนือยนิ่ง' ในกลุ่มนี้?
ตัวเลือก:
ก. Social Connectivity (ความสัมพันธ์ทางสังคม)
ข. Plant-based Nutrition & Physical Activity
ค. Stress Management
ง. Tobacco & Alcohol Cessation
เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ปัญหา 'กินเกิน' แก้ด้วยโภชนาการ (Nutrition) และ 'เนือยนิ่ง' แก้ด้วยกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ซึ่งเป็น 2 ใน 6 เสาหลักของ Lifestyle Medicine ที่กรมอนามัยใช้ขับเคลื่อนในปี 2569 เพื่อลด NCDs ในกลุ่มคนรุ่นใหม่
สูตรจำ: กินเกิน=Nutrition, เนือยนิ่ง=Activity
เทคนิคการตัดช้อยส์: ก, ค, ง แม้เป็นเสาหลักเหมือนกัน แต่ไม่ตอบโจทย์ความผิดปกติเรื่องการกินและการเคลื่อนไหวที่เป็นสาเหตุหลักของเบาหวานในเคสนี้
ระวังหลุมพราง: ตัวเลือกอื่นเป็นเสาหลักที่เหลือ แต่ไม่ตรงกับประเด็น 'กินเกิน-เนือยนิ่ง' ที่โจทย์ระบุ
#ติวข้อสอบสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข2569 #เหตุการณ์ปัจจุบันสาธารณสุข #ข่าวสาธารณสุข #ข้อสอบจริงสปสธ #สอบข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข #ติวสอบสปสธ #สอบสปสธ69 #นักวิชาการสาธารณสุข #แนวข้อสอบสปสธ #ความรู้ทั่วไปสอบราชการ #เตรียมสอบสปสธ #เจาะข้อสอบสาธารณสุข #สอบราชการ #กระทรวงสาธารณสุข #สปสธ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น