ads.txt

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อที่ 11-20

 




ข้อที่ 11
โจทย์: ตาม 'แผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569' ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนา 'DSI Cloud Investigation' มุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาข้อใดเป็นสำคัญ

ตัวเลือก:
ก. การลดงบประมาณการจัดซื้อกระดาษในสำนักงาน
ข. การเพิ่มพื้นที่จอดรถของเจ้าหน้าที่
ค. การบูรณาการข้อมูลพยานหลักฐานดิจิทัลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานแบบ Real-time
ง. การจัดทำฐานข้อมูลประวัติการฝึกอบรมข้าราชการ

เฉลย: ตอบข้อ ค
คำอธิบาย: DSI Cloud Investigation (ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 1 และ 4 ปี 2569) มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี Cloud เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ Digital Evidence ซึ่งมักจะกระจายตัวอยู่หลายแห่ง ให้สามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกันได้ทันที (Real-time integration)
อ้างอิง: แผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนที่ 4
สูตรจำ: Cloud = เชื่อมโยง + รวดเร็ว + ดิจิทัล

เทคนิคการตัดช้อยส์: ยุทธศาสตร์หลักของ DSI ต้องเกี่ยวข้องกับการสอบสวน (Investigation) มากกว่างานสนับสนุนธุรการทั่วไปในตัวเลือกอื่น
ระวังหลุมพราง: อย่าเลือกข้อ ก. แม้จะเป็นเรื่องดิจิทัลเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ 'Core Mission' ของ Cloud Investigation

==============================

ข้อที่ 12
โจทย์: DSI has recently implemented a 'Generative AI Acceptable Use Policy' in April 2026. What is the primary concern for investigators using AI in 'Evidence Analysis'?

ตัวเลือก:
ก. Cost of AI subscription
ข. Data privacy and leakage of sensitive investigation details
ค. The speed of generating police reports
ง. The language translation capabilities

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: The Use of Generative AI in government (especially in DSI) strictly prohibits uploading sensitive case data into public AI models to prevent data breaches (Data Privacy) and preserve chain of custody for evidence.
อ้างอิง: DSI Policy on Generative AI (Acceptable Use Policy) 2026
สูตรจำ: AI + Evidence = No public upload (Privacy first!)

เทคนิคการตัดช้อยส์: Choice A is a minor administrative issue. Choices C and D are benefits, not concerns.
ระวังหลุมพราง: อย่าสับสนกับประโยชน์ (Speed/Translation) โจทย์ถามหา 'Primary Concern' (ข้อกังวลหลัก)

==============================

ข้อที่ 13
โจทย์: ในการสืบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินข้ามชาติ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจขอข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารโดย 'ไม่ต้องมีหมายศาล' ในกรณีใดตามมาตรา 24 แห่ง พ.ศ. 2547

ตัวเลือก:
ก. เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการโอนเงินออกนอกประเทศเกิน 10 ล้านบาท
ข. เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้อนุมัติเป็นหนังสือให้ดำเนินการ
ค. เมื่อเป็นกรณีจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อมิให้พยานหลักฐานถูกทำลาย โดยต้องได้รับอนุมัติจาก กคพ.
ง. กฎหมายไม่อนุญาตให้กระทำได้โดยไม่มีหมายศาลในทุกกรณี

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: มาตรา 24(4) ระบุว่าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจมีหนังสือสอบถามหรือเรียกให้บุคคลส่งเอกสารหรือข้อมูล แต่หากเป็นข้อมูลการติดต่อสื่อสารหรือธุรกรรมทางการเงิน มาตรา 25 กำหนดให้ต้องขออนุญาตศาล เว้นแต่เป็นกรณีที่อธิบดีใช้อำนาจตามประกาศหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือคดีวิสามัญบางประเภทตามขอบเขตมาตรา 24
อ้างอิง: มาตรา 24 และ 25 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
สูตรจำ: สืบคดีพิเศษ = อธิบดีสั่ง (มาตรา 24), ดักฟัง/แบงก์ = ศาลสั่ง (มาตรา 25)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ง. ผิดเพราะกฎหมายให้อำนาจพิเศษแก่ DSI เหนือกว่าตำรวจปกติ ข้อ ค. ผิดเพราะ กคพ. ไม่ได้มีหน้าที่อนุมัติเป็นรายกรณี
ระวังหลุมพราง: ระวังหลุมพรางมาตรา 25 ที่ระบุเรื่องหมายศาล แต่ต้องดูข้อยกเว้นในมาตรา 24 เรื่อง 'อำนาจการเรียกข้อมูล' ของพนักงานสอบสวน

==============================

ข้อที่ 14
โจทย์: หากเจ้าหน้าที่คดีพิเศษขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติหน้าที่สอบสวน แล้วเกิดอุบัติเหตุชนรถประชาชนโดย 'ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง' ใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหายต่อบุคคลภายนอกตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539

ตัวเลือก:
ก. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวและถูกฟ้องโดยตรง
ข. กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องรับผิดชอบ และมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้คืน (ไล่เบี้ย)
ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ต้องร่วมกันรับผิดในอัตราร้อยละ 50
ง. กระทรวงยุติธรรมต้องรับผิดแทนในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: มาตรา 5 กำหนดว่าถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงาน (DSI) ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายโดยตรง ผู้เสียหายจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ และหากเจ้าหน้าที่ 'ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง' มาตรา 8 ให้อำนาจหน่วยงานเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนได้ (ไล่เบี้ย)
อ้างอิง: มาตรา 5 และ มาตรา 8 พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
สูตรจำ: ทำในหน้าที่ -> ฟ้องกรม (ห้ามฟ้องคน) -> กรมไปบี้คนทีหลัง (ถ้าจงใจ/ประมาทร้ายแรง)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. ผิดเพราะเป็นความผิดในการปฏิบัติหน้าที่ (ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตาม ม.5 วรรคสอง) ข้อ ค. ผิดเพราะไม่มีหลักการหารครึ่งในเบื้องต้น
ระวังหลุมพราง: อย่าโดนหลอกว่า 'ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง' แล้วต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง หลักการคือ 'ปฏิบัติหน้าที่ = ฟ้องหน่วยงานเสมอ' ส่วนจะไล่เบี้ยหรือไม่เป็นเรื่องภายใน

==============================

ข้อที่ 15
โจทย์: ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) หากเจ้าหน้าที่ DSI รับเงินจากผู้ต้องหาเพื่อช่วยทำสำนวนให้อ่อนลง จะมีความผิดตามมาตราใดที่เป็น 'บทเฉพาะ' และมีโทษหนักกว่า

ตัวเลือก:
ก. มาตรา 147 (ยักยอกทรัพย์)
ข. มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน)
ค. มาตรา 151 (ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต)
ง. มาตรา 201 (เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมเรียกรับสินบน)

เฉลย: ตอบข้อ ง
คำอธิบาย: มาตรา 201 เป็นบทเฉพาะ (Specific provision) สำหรับเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน (ซึ่งรวม DSI) ที่เรียกรับทรัพย์สินเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ มีโทษหนักกว่ามาตรา 149 ทั่วไป
อ้างอิง: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201
สูตรจำ: รับส่วยทั่วไป 149, รับส่วยสอบสวน/ศาล 201 (เฉพาะทางกว่า โทษหนักกว่า)

เทคนิคการตัดช้อยส์: มาตรา 147 คือการเบียดบังทรัพย์ที่ตนดูแล มาตรา 151 คือการซื้อของหรือจัดการทรัพย์ทุจริต ไม่ตรงกับพฤติการณ์รับสินบนทำสำนวน
ระวังหลุมพราง: ระวังเลือกมาตรา 149 ซึ่งเป็นบททั่วไปสำหรับเจ้าพนักงานทุกคน แต่ DSI คือ 'พนักงานสอบสวน' ต้องใช้มาตรา 201 ซึ่งอยู่ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

==============================

ข้อที่ 16
โจทย์: จากสถิติ 'รายงานประจำปี 2568' ของ DSI พบว่าคดีแชร์ลูกโซ่ออนไลน์สร้างความเสียหายลดลง 20% จากปี 2567 ที่มีความเสียหาย 5,000 ล้านบาท แต่คดีฟอกเงินกลับสูงขึ้น 15% จากเดิม 2,000 ล้านบาท รวมความเสียหาย 2 ประเภทในปี 2568 เป็นเท่าใด

ตัวเลือก:
ก. 6,000 ล้านบาท
ข. 6,300 ล้านบาท
ค. 6,500 ล้านบาท
ง. 7,000 ล้านบาท

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ปี 2568: แชร์ลูกโซ่ลดลง 20% ของ 5,000 = 4,000 ล้านบาท. ฟอกเงินเพิ่มขึ้น 15% ของ 2,000 = 2,300 ล้านบาท. รวม 4,000 + 2,300 = 6,300 ล้านบาท
อ้างอิง: อ้างอิงรูปแบบรายงานประจำปี DSI (Annual Report 2025)
สูตรจำ: หักส่วนลด บวกส่วนเพิ่ม แล้วจึงรวมยอด

เทคนิคการตัดช้อยส์: เป็นการคำนวณร้อยละพื้นฐานที่มักออกในข้อสอบภาค ข. เพื่อวัดความสามารถในการอ่านรายงานสถิติของกรม
ระวังหลุมพราง: คำนวณฐานตัวเลขให้ถูก อย่าลืมดูว่า 'ลดลง' หรือ 'เพิ่มขึ้น'

==============================

ข้อที่ 17
โจทย์: Which of the following legal terms best describes the official process of 'handing over' a suspect from Thailand to another country to face criminal charges?

ตัวเลือก:
ก. Expropriation
ข. Extradition
ค. Expatriation
ง. Execution

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: Extradition (การส่งผู้ร้ายข้ามแดน) is the formal process where one state surrenders an individual to another state for prosecution or punishment.
อ้างอิง: Extradition Act B.E. 2551 (พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน 2551)
สูตรจำ: Extra- = ภายนอก, -dition (dare) = ให้/ส่ง -> ส่งไปข้างนอก

เทคนิคการตัดช้อยส์: Choice A refers to property, C refers to citizenship, and D refers to carrying out a plan or death penalty.
ระวังหลุมพราง: Expatriation หมายถึงการสละสัญชาติหรือการไปอยู่ต่างประเทศ ส่วน Expropriation คือการใช้อำนาจรัฐยึดทรัพย์สิน (เช่น เวนคืนที่ดิน)

==============================

ข้อที่ 18
โจทย์: หากหน่วยงานราชการปฏิเสธการเปิดเผยสำนวนการสืบสวนคดีพิเศษที่ยุติแล้ว โดยอ้างว่าเป็น 'ความลับของทางราชการ' ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ 2540 ท่านจะแนะนำผู้ขอข้อมูลอย่างไรตามหลักกฎหมายปัจจุบัน

ตัวเลือก:
ก. ยอมรับคำสั่ง เพราะสำนวนคดีอาญาถือเป็นข้อมูลที่ห้ามเปิดเผยเด็ดขาด
ข. อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 15 วัน
ค. ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้มีคำสั่งเปิดเผย
ง. อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ทบทวนคำสั่งภายใน 30 วัน

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 18 และ 19 กำหนดว่าหากหน่วยงานปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา 15 (ความมั่นคง/การบังคับใช้กฎหมาย) ผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งปฏิเสธ
อ้างอิง: มาตรา 18 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
สูตรจำ: ปฏิเสธข้อมูล -> อุทธรณ์ กวฉ. -> ภายใน 15 วัน

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ง. ผิดเพราะการอุทธรณ์ข้อมูลข่าวสารต้องไปที่บอร์ดกลาง (กวฉ.) ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการเดิม ข้อ ค. ผิดเพราะเป็นคนละอำนาจหน้าที่
ระวังหลุมพราง: จำสับสนระหว่าง 'ร้องเรียน' (กรณีหน่วยงานไม่บริการ) กับ 'อุทธรณ์' (กรณีหน่วยงานมีคำสั่งปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูล)

==============================

ข้อที่ 19
โจทย์: ตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2569 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ข้อใดกล่าวถึงหลักเกณฑ์ความผิดที่มี 'ลักษณะซับซ้อน' ได้ถูกต้องที่สุดตามแนวทางล่าสุด

ตัวเลือก:
ก. ต้องเป็นคดีที่มีผู้ต้องหามากกว่า 10 คนขึ้นไปและมีการกระทำความผิดในหลายท้องที่
ข. ต้องเป็นคดีที่มีการอำพรางธุรกรรมหรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการกระทำความผิดจนยากแก่การสืบสวนตามปกติ
ค. ต้องเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไปโดยไม่ต้องพิจารณาวิธีการ
ง. ต้องเป็นคดีที่มีบุคคลสำคัญระดับนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น

เฉลย: ตอบข้อ ข
คำอธิบาย: ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 21 และประกาศ กคพ. ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2569 (ล่าสุด) เน้นย้ำความซับซ้อน (Complex) ที่การอำพรางธุรกรรม (Transaction Concealment) หรือการใช้ High-level Technology ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนทั่วไป
อ้างอิง: ประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2569 และมาตรา 21(1) พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547
สูตรจำ: ซับซ้อน = อำพราง + เทคโนโลยี (ไม่เน้นแค่จำนวนคนหรือยอดเงิน)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. และ ค. เป็นเกณฑ์เชิงปริมาณซึ่งมักระบุในบัญชีแนบท้ายคดีเฉพาะบางประเภท ไม่ใช่คำนิยามกว้างของความซับซ้อน ส่วนข้อ ง. เป็นเกณฑ์เรื่อง 'ผู้มีอิทธิพล' ไม่ใช่ 'ความซับซ้อน'
ระวังหลุมพราง: อย่าสับสนระหว่าง 'คดีพิเศษตามมาตรา 21(1)' ที่เป็นกฎหมายแนบท้าย กับ 'คดีพิเศษตามมติ กคพ. มาตรา 21(2)' ซึ่งเกณฑ์มูลค่าความเสียหายอาจต่างกัน

==============================

ข้อที่ 20
โจทย์: ในสถานการณ์ที่รัฐบาลปี 2569 ผลักดันนโยบาย 'Early Retirement' สำหรับข้าราชการกลุ่มที่ทำงานซ้ำซ้อน หากมีบทความระบุว่า 'การลดจำนวนคนอาจส่งผลต่อคุณภาพงานหากระบบอัตโนมัติยังไม่สมบูรณ์' ข้อใดสรุปใจความสำคัญได้ถูกต้องที่สุด

ตัวเลือก:
ก. รัฐบาลควรยกเลิกนโยบายเกษียณอายุก่อนกำหนดทันที
ข. ระบบอัตโนมัติมีความสำคัญมากกว่าทรัพยากรบุคคลในระบบราชการ
ค. ประสิทธิภาพขององค์กรขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างกำลังคนและเทคโนโลยี
ง. ข้าราชการที่ทำงานซ้ำซ้อนควรได้รับการฝึกอบรมแทนการให้ออก

เฉลย: ตอบข้อ ค
คำอธิบาย: บทความเน้นย้ำถึงความสมดุลระหว่างการลดกำลังคน (Early Retirement) และความพร้อมของระบบเทคโนโลยี (Automation) ดังนั้นใจความสำคัญคือความสอดคล้อง (Alignment) ของทั้งสองปัจจัย
อ้างอิง: อ้างอิงข่าวเศรษฐกิจและสังคม เมษายน 2569
สูตรจำ: สรุปความ = เก็บครบทุกเงื่อนไข (คน + ระบบ)

เทคนิคการตัดช้อยส์: ข้อ ก. เป็นข้อเสนอแนะที่สุดโต่งเกินไป ข้อ ข. เป็นการให้น้ำหนักที่ผิดเพี้ยนจากบทความ
ระวังหลุมพราง: อย่าเลือกข้อที่เป็นความเห็นส่วนตัว (ก. หรือ ง.) ให้เลือกข้อที่สรุปจากเงื่อนไขในโจทย์เท่านั้น

#กฎหมายDSI #ติวข้อสอบกรมสอบสวนคดีพิเศษDSI2569 #สอบDSI #สรุปกฎหมายสอบข้าราชการ #พรบสอบสวนคดีพิเศษ #ข้อสอบกฎหมายDSI #ติวสอบDSI #แนวข้อสอบDSI #สอบตำรวจDSI #เตรียมสอบราชการ #กฎหมายอาญา #วิอาญา #เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ #สอบกรมสอบสวนคดีพิเศษ #แนวข้อสอบกฎหมาย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น