ads.txt

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ข้อที่ 91-100

 


ข้อที่ 91

โจทย์: Fill in the blank: 'Social workers are responsible for advocating for policies that promote social ______, ensuring every citizen has equal access to basic welfare.'


ตัวเลือก:

ก. exclusion

ข. justice

ค. conflict

ง. segregation


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: คำว่า 'Social Justice' (ความยุติธรรมทางสังคม) เป็นคำศัพท์หลักในวงการพัฒนาสังคม หมายถึงการทำให้ทุกคนในสังคมได้รับโอกาสและสิทธิที่เท่าเทียมกัน

อ้างอิง: International Federation of Social Workers (IFSW) Definitions

สูตรจำ: Social Justice = Equality (ยุติธรรม = เท่าเทียม)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. exclusion (การกีดกัน) ค. conflict (ความขัดแย้ง) ง. segregation (การแบ่งแยก) ทั้งหมดขัดกับหลักการพัฒนาสังคม

ระวังหลุมพราง: ระวังคำที่ลงท้ายด้วย -ion หรือ -ice ที่ดูเป็นทางการแต่ความหมายลบ


==============================


ข้อที่ 92

โจทย์: ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 'คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (กมจ.)' มีอำนาจหน้าที่สำคัญตามข้อใดตามมาตรา 13


ตัวเลือก:

ก. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการ

ข. เสนอแนะและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบายและมาตรฐานทางจริยธรรมต่อคณะรัฐมนตรี

ค. กำหนดโทษจำคุกสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนจริยธรรม

ง. จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ขาดคุณสมบัติด้านจริยธรรมเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: ตามมาตรา 13 กมจ. มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบายและมาตรฐานทางจริยธรรมต่อคณะรัฐมนตรี รวมถึงตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

อ้างอิง: พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 13

สูตรจำ: กมจ. = กุนซือจริยธรรม (แนะนำ/ปรึกษา/ตีความ)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เป็นหน้าที่ของ ก.พ.ค. ค. กมจ. ไม่มีอำนาจสั่งจำคุก เป็นเรื่องของศาลอาญา ง. ไม่มีระบุในอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 13

ระวังหลุมพราง: อย่าสับสนหน้าที่ของ กมจ. กับ ก.พ. หรือ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ (ก.พ.ค.) ซึ่งดูเรื่องวินัยเป็นหลัก


==============================


ข้อที่ 93

โจทย์: ภายใต้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เมื่อส่วนราชการได้รับคำร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะจากประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการ จะต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 41


ตัวเลือก:

ก. แจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบว่าได้รับเรื่องไว้แล้วภายใน 30 วัน

ข. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว

ค. พิจารณาดำเนินการและแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบผลการดำเนินการภายในเวลาอันสมควร

ง. เก็บรวบรวมไว้เพื่อสรุปรายงานปีละ 1 ครั้ง


เฉลย: ตอบข้อ ค

คำอธิบาย: มาตรา 41 บัญญัติว่า เมื่อส่วนราชการได้รับคำร้องเรียน เสนอแนะ หรือความคิดเห็น ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องพิจารณาดำเนินการโดยเร็ว และแจ้งให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบผลการดำเนินการเท่าที่จะทำได้ภายในเวลาอันสมควร

อ้างอิง: พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 41

สูตรจำ: ใครร้องมา...ต้องพิจารณา...และแจ้งผล (ในเวลาอันสมควร)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. ระบุตัวเลข 30 วันซึ่งไม่มีในมาตรานี้ ข. เป็นภาระหน้าที่ของส่วนราชการเองไม่ใช่ ก.พ.ร. ง. เป็นการประวิงเวลา ขัดต่อหลักการบริหารที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์

ระวังหลุมพราง: ระวังตัวเลขจำนวนวัน เช่น 15 วัน หรือ 30 วัน ซึ่งกฎหมายมาตรานี้ใช้คำว่า 'เวลาอันสมควร'


==============================


ข้อที่ 94

โจทย์: Choose the most appropriate word to complete the sentence: 'The DSDW aims to ______ the quality of life for the homeless by providing them with necessary skills and resources for self-reliance.'


ตัวเลือก:

ก. deteriorate

ข. enhance

ค. neglect

ง. suspend


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: ในบริบทของการพัฒนาสังคมและการยกระดับคุณภาพชีวิต คำที่เหมาะสมที่สุดคือ 'enhance' ซึ่งแปลว่า เสริมสร้างหรือทำให้ดีขึ้น เพื่อให้คนไร้ที่พึ่งสามารถพึ่งพาตนเองได้

อ้างอิง: Mission Statement of the Department of Social Development and Welfare

สูตรจำ: Enhance = Increase quality (ยกระดับให้ดีขึ้น)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. deteriorate แปลว่า ทำให้เสื่อมลง (ความหมายตรงข้าม) ค. neglect แปลว่า ทอดทิ้ง (ผิดพันธกิจ) ง. suspend แปลว่า ระงับ/พักไว้ (ไม่เข้ากับบริบทการพัฒนา)

ระวังหลุมพราง: ระวังคำศัพท์ที่มีความหมายเชิงลบซึ่งมักจะถูกนำมาหลอกในข้อสอบเกี่ยวกับพันธกิจหน่วยงาน


==============================


ข้อที่ 95

โจทย์: ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีความจำเป็น คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจง แต่เจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธไม่ให้ตรวจดูเอกสารนั้นได้ในกรณีใดตามมาตรา 31


ตัวเลือก:

ก. เมื่อคู่กรณีไม่ได้แต่งตั้งทนายความมาด้วย

ข. เมื่อเป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์

ค. เมื่อต้องรักษาไว้เป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ

ง. เมื่อคู่กรณีเคยมาขอตรวจดูแล้วเกิน 2 ครั้ง


เฉลย: ตอบข้อ ค

คำอธิบาย: ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 31 บัญญัติว่า สิทธิในการตรวจดูเอกสารจะไม่รวมถึงเอกสารที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความลับเฉพาะของบุคคล

อ้างอิง: พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 31

สูตรจำ: ดูได้ทุกอย่าง...ยกเว้น 'ลับ' (มั่นคง/สงบ/ส่วนตัว)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. และ ง. เป็นเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นมาเองไม่มีในกฎหมาย ข. เอกสารที่ยังไม่เสร็จอาจขอตรวจดูได้หากจำเป็นต่อการโต้แย้ง เว้นแต่จะเป็นร่างความเห็นเบื้องต้นภายใน แต่หลักมาตรา 31 เน้นเรื่อง 'ความลับ' เป็นสำคัญ

ระวังหลุมพราง: ระวังตัวเลือกที่ดูเหมือนเป็นระเบียบธุรการ (เช่น จำนวนครั้งที่ดู) ซึ่งไม่มีระบุในกฎหมายหลัก


==============================


ข้อที่ 96

โจทย์: ในทางกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน 'ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ' เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต องค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ทำให้ผิดมาตรานี้คืออะไร


ตัวเลือก:

ก. ต้องเป็นการกระทำที่ได้รับเงินสินบนเท่านั้น

ข. ต้องเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ค. ต้องมี 'เจตนาพิเศษ' เพื่อให้เกิดความเสียหายหรือโดยทุจริต

ง. ต้องกระทำนอกเหนือเวลาราชการ


เฉลย: ตอบข้อ ค

คำอธิบาย: มาตรา 157 กำหนดความผิดที่เป็น 'เจตนาพิเศษ' คือต้องทำ 'เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด' หรือ 'โดยทุจริต' หากขาดองค์ประกอบนี้แม้จะปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบก็อาจไม่เข้าข่ายมาตรา 157

อ้างอิง: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สูตรจำ: 157 = เจ้าพนักงาน + หน้าที่ + มิชอบ + (เพื่อให้เสียหาย หรือ ทุจริต)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. การรับสินบนเป็นความผิดตามมาตรา 149 ข. ประมาทไม่ผิดมาตรา 157 เพราะต้องเป็นเจตนา ง. เวลาไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตราบใดที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่

ระวังหลุมพราง: คนส่วนใหญ่มักคิดว่าแค่ทำผิดระเบียบก็ผิด 157 แล้ว แต่ในทางอาญาต้องพิสูจน์ 'เจตนาพิเศษ' ด้วย


==============================


ข้อที่ 97

โจทย์: บทความข่าวเมษายน 2569: 'รัฐบาลเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจสีเงิน เพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคบริการสังคม โดยเน้นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สถานประกอบการที่จ้างงานกลุ่มเปราะบาง' จากข้อความข้างต้น ข้อใดสรุปสาระสำคัญได้ถูกต้องที่สุด


ตัวเลือก:

ก. รัฐบาลต้องการเก็บภาษีจากสถานประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ข. กฎหมายใหม่จะบังคับให้ทุกบริษัทต้องจ้างคนเปราะบางอย่างน้อย 5%

ค. มีการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจในการสร้างงานให้กับกลุ่มเป้าหมายของ พม.

ง. สถานประกอบการในภาคการผลิตจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากร่างกฎหมายนี้


เฉลย: ตอบข้อ ค

คำอธิบาย: จากข้อความ 'เน้นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สถานประกอบการที่จ้างงานกลุ่มเปราะบาง' ชัดเจนว่าเป็นการใช้แรงจูงใจทางการเงิน (ภาษี) เพื่อเป้าหมายทางสังคม (การจ้างงานกลุ่มเปราะบาง) ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการต้องสนับสนุน

อ้างอิง: นโยบายการจัดสวัสดิการสังคมเชิงรุก ปี 2569

สูตรจำ: สิทธิประโยชน์ = ลด/งด (ไม่ใช่เก็บเพิ่ม)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. ผิดเพราะบทความบอกว่าให้สิทธิประโยชน์ (ลดหย่อน) ไม่ใช่เก็บเพิ่ม ข. ผิดเพราะบทความไม่ได้ระบุสัดส่วนการบังคับ ง. ผิดเพราะบทความเน้นภาคบริการสังคม

ระวังหลุมพราง: อย่าสรุปเกินเนื้อหาที่บทความระบุ เช่น การเดาตัวเลข 5% หรือการระบุภาคการผลิตที่บทความไม่ได้กล่าวถึง


==============================


ข้อที่ 98

โจทย์: ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก 'ในการปฏิบัติหน้าที่' และผู้เสียหายได้ฟ้องกรมฯ จนต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรมฯ จะมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้เงินคืน (ไล่เบี้ย) ได้ในกรณีใดตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


ตัวเลือก:

ก. เจ้าหน้าที่กระทำไปโดยความประมาทเลินเล่อธรรมดา

ข. เจ้าหน้าที่กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ค. เจ้าหน้าที่ไม่มีเงินเพียงพอจะจ่ายให้ผู้เสียหายในตอนแรก

ง. เป็นการทำละเมิดนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: ตามมาตรา 8 หากหน่วยงานรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นด้วย 'ความจงใจ' หรือ 'ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง'

อ้างอิง: พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8

สูตรจำ: ไล่เบี้ยได้ = จงใจ + ประมาทอย่างร้ายแรง (ธรรมดาๆ ไม่โดน)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. ประมาทเลินเล่อธรรมดา ไล่เบี้ยไม่ได้ (คุ้มครองเจ้าหน้าที่) ค. ไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมายในการไล่เบี้ย ง. หากทำนอกหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับมาตรา 8

ระวังหลุมพราง: ระวังคำว่า 'ประมาทเลินเล่อธรรมดา' ซึ่งหน่วยงานต้องรับผิดเองและไล่เบี้ยไม่ได้


==============================


ข้อที่ 99

โจทย์: จากการประมาณการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้รับงบประมาณสนับสนุนโครงการ 'สร้างความคุ้มครองทางสังคมเพื่อคนทุกช่วงวัย' จำนวน 14,000 ล้านบาท หากงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 12,500 ล้านบาท อยากทราบว่างบประมาณในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์


ตัวเลือก:

ก. 10%

ข. 12%

ค. 15%

ง. 18%


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: คำนวณจากสูตร (ค่าใหม่ - ค่าเก่า) / ค่าเก่า * 100 แทนค่าได้เป็น (14,000 - 12,500) / 12,500 * 100 = 1,500 / 12,500 * 100 = 12% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวของงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมในปี 2569 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)

อ้างอิง: พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ประมาณการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ)

สูตรจำ: เพิ่มจากไหน เอาอันนั้นเป็นฐาน (ส่วนต่างหารค่าเก่า)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. 10% ของ 12,500 คือ 1,250 (น้อยไป) ค. 15% ของ 12,500 คือ 1,875 (มากไป) ง. 18% ของ 12,500 คือ 2,250 (มากเกินไป)

ระวังหลุมพราง: ระวังการสับสนระหว่างการหา 'ส่วนต่าง' กับ 'เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น' โดยเอา 1,500 ไปหาร 14,000 (ค่าใหม่) แทนที่จะเป็น 12,500 (ค่าเดิม)


==============================


ข้อที่ 100

โจทย์: อายุความในการที่หน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ไล่เบี้ย) ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ มีกำหนดระยะเวลาเท่าใดตามมาตรา 10


ตัวเลือก:

ก. 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่

ข. 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

ค. 2 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุการณ์ละเมิด

ง. 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด


เฉลย: ตอบข้อ ข

คำอธิบาย: มาตรา 10 วรรคสอง ระบุสิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

อ้างอิง: พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10 วรรคสอง

สูตรจำ: จ่ายเงินไปวันไหน...เริ่มนับ 1 ปี (ไล่เบี้ย)


เทคนิคการตัดช้อยส์: ก. เป็นหลักทั่วไปของละเมิดปกติ ข. ถูกต้องตามวรรคสอง ค. เป็นอายุความกรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐโดยตรง (วรรคหนึ่ง) ง. เป็นอายุความสะดุดหยุดลงหรืออายุความยาวซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักของมาตรานี้

ระวังหลุมพราง: สับสนกับมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (กรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานโดยตรง) ซึ่งใช้อายุความ 2 ปีนับแต่รู้

#ข้อสอบCaseStudyพม #กรณีศึกษาพม #ติวข้อสอบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ2569 #สอบพม2569 #ข้อสอบวิเคราะห์พม #แนวข้อสอบพม #กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ #นักพัฒนาสังคม #เจ้าพนักงานพัฒนาสังคม #ติวสอบพม #ข้อสอบจริงพม #ลงพื้นที่พม #สอบภาคขพม #กระทรวงพม #สวัสดิการสังคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น